วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หน่วยที่ 2

กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา
ความหมายของกฎหมายแพ่งกฎหมายแพ่ง
หมายถึง กฎหมายที่กำหนดหรือบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเอกชนหรือประชาชนทั่วไปตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น สภาพบุคคล ทรัพย์ หนี้ นิติกรรมและสัญญา ครอบครัว และมรดก เป็นต้น ดังบทความก่อนผมได้กล่าวแล้วว่ากฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายเอกชน ซึ่งได้รวมกับกฎหมายพาณิชย์
เรียกว่า “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” โดยเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ให้มีความสอดคล้องต้องกัน ดังนั้น การที่จะกล่าวถึงกฎหมายแพ่งจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงกฎหมายพาณิชย์ด้วย กฎหมายพาณิชย์คือกฎหมายที่ได้กำหนดหรือบัญญัติเพื่อใช้บังคับแก่บุคคลที่มีอาชีพเกี่ยวกับการค้าขาย หรือการพาณิชย์นั่นเอง
การแบ่งหมวดหมู่ของกฎหมายแบ่งได้แบ่งออกเป็นบรรพทั้งหมด 6 บรรพ พอสรุปได้ดังนี้ บรรพที่ 1 หลักทั่วไป บรรพที่ 2 ว่าด้วยหนี้ บรรพที่ 3 เอกเทศสัญญา บรรพที่ 4 ว่าด้วยเรื่องทรัพย์สิน บรรพที่ 5 ว่าด้วยครอบครัว บรรพที่ 6 ว่าด้วยเรื่องมรดก
หลักกฎหมายอาญากฎหมายอาญา
หมายถึง กฎหมายที่บัญญัติว่า การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรืองดเว้นอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดที่กฎหมายบัญญัติและกำหนดโทษไว้ สำหรับกฎหมายอาญานั้น เป็นกฎหมายมหาชนดังได้กล่าวแล้ว
การแบ่งหมวดหมู่ของกฎหมายอาญา แบ่งเป็น 3 ภาคมีทั้งหมด 398 มาตรา
พอสรุปได้ดังนี้
ภาคที่ 1 บทบัญญัติทั่วไป ที่ใช้แก่ความผิดทั่วไปและบทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ
ภาคที่ 2 ภาคความผิด ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง ความผิดเกี่ยวกับความยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการเปลี่ยนแปลงความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับการค้า
ภาคที่ 3 ลหุโทษ ได้แก่การแจ้งชื่อที่อยู่เป็นเท็จ การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน การส่งเสียงหรือทำให้เกิดเสียงอึกทึกโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นต้น ความผิดลหุโทษนั้นคือ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนและปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความแตกต่างระหว่างกฎหมายแพ่งกับกฎหมายอาญา
พอสรุปได้ดังนี้
1.ความประสงค์ของกฎหมาย - กฎหมายอาญา มีความประสงค์ที่จะป้องกันความปลอดภัยของชุมชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง - กฎหมายแพ่ง ประสงค์คุ้มครองสิทธิของบุคคลเป็นหลัก
2.โทษของการกระทำความผิด - กฎหมายอาญามีโทษ 5 สถานคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน - กฎหมายแพ่งความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายนั้นๆ เว้นแต่เป็นหนี้เฉพาะตัว
3.การกระทำความผิด - กฎหมายอาญา ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้สำหรับความผิดนั้น หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ก็ไม่ผิดทางอาญา - ในทางแพ่งหากไม่มีกฎหมายบัญญัติโดยตรงให้นำกฎหมายไกล้เคียงมาใช้ หากไม่มีกฎหมายที่ไกล้เคียง ให้นำจารีตประเพณีบังคับใช้โดยอนุโลม
4.การยอมความ - ความผิดทางอาญาส่วนใหญ่ยอมความไม่ได้ เว้นแต่ความผิดต่อส่วนตัวในบางกรณีซึ่งจะได้กล่าวกันต่อไป - ในทางแพ่งอาจเจรจาหรือทำสัญญาประนีประนอมยอมความได้
5.การกระทำความผิดโดยเจตนา - ทางอาญานั้นผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำโดยเจตนา เว้นแต่ที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะ - ทางแพ่งเจตนาหรือไม่เจตนาก็ถือว่ามีความผิดฐานละเมิด
6.ผู้ร่วมกระทำความผิด - ความผิดทางอาญานั้นหากมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน ผู้ร่วมกระทำความผิดและโทษที่จะได้รับต่างกันแล้วแต่กรณีๆไป - ส่วนความผิดทางแพ่งผู้กระทำละเมิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเท่ากัน
7.วัตถุประสงค์ของการลงโทษ - กฎหมายอาญา เพื่อจะบำบัดและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดในสังคมส่วนรวม - ส่วนการลงโทษทางแพ่งเพื่อที่จะบำบัดแก้ไขและป้องกันความเสียหาย เอารัดเอาเปรียบที่จะเกิดขึ้นกับเอกชนโดยเฉพาะ